แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เทคนิด แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เทคนิด แสดงบทความทั้งหมด


เทคนิคขั้นสูงการนวดไทย

ตำแหน่งของการนวด

อาจเป็นตำแหน่งที่กล้ามเนื้อ ช่วงระหว่างกล้ามเนื้อตามแนวหลอดเลือดแดง หรือ เส้นประสาท ความมุ่งหมายก็เพื่อให้กล้ามเนื้อที่แข็งตึง หรือหดเกร็ง (ซึ่งทำให้ไม่สบาย) เกิดการคลายตัว หรือหย่อนตัว (อาการเจ็บป่วยจะหายไป) และเพื่อเพิ่มการไหลเวียนเลือดและน้ำเหลืองจะทำให้อวัยวะต่าง ๆ ที่เคยทำหน้าที่หย่อน กลับทำงานได้มากขึ้นเป็นปกติ

ท่านวดที่เหมาะสม

โดยปกติอาจให้คนไข้นั่งกับพื้น หรือนอนบนฟูกที่พื้น แล้วหมอนวดนั่งคุกเข่า หรือยืนนวด แต่บางคราวเกิดความจำเป็นอาจให้คนไข้นั่งบนเก้าอี้ก็ได้ แต่ผลการนวดมักจะไม่ดีเท่าที่ควร เพราะผิดท่าทาง เกิดการเกร็งของมือหมอ หมอนวดอาจปวดเมื่อยเสียเองก็ได้ บางคราวคนไข้ก็อาจระบมด้วย
ท่านอนของคนไข้ โดยปกติใช้ท่านอนตะแคง หรือ ท่าไต่คู้ โดยให้ขาล่างที่ติดกับพื้นเหยียดตรง ส่วนขาบน งอเข่า เอาส้นเท้าชิดกับหัวเข่าของขาล่าง เพื่อกันล้มคว่ำเวลาถูกนวด

แรงที่ใช้นวด

ควรนวดเบา ๆ ในตอนแรก (ใช้แรงน้อยก่อน) แล้วค่อย ๆ เพิ่มขึ้นเป็นลำดับ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับลักษณะรูปร่างของคนไข้ ความรุนแรงของโรคมากน้อยเพียงใด เป็นแบบปัจจุบัน(เกิดขึ้นทันที) หรือแบบเรื้องรัง (โบราณกรรม) การกดเบาเกินไปจะไม่ได้ผล ส่วนการกดแรงเกินไปจะทำให้เสียผลในการรักษาและอาจเกิดการระบมได้ นับเป็นศาสตร์และศิลป์ในการรักษาโรคทาง แพทย์แผนไทย ที่ต้องใช้เวลาในการสั่งสมประสบการณ์การรักษา และความรู้ ความชำนาญเป็นอันมาก

เวลาที่ใช้นวด

เวลาที่ใช้นวดแต่ละจุดเป็นคาบ คือ กำหนดเวลา ลมหายใจ เข้า-ออก 1 รอบ เป็น 1 คาบ ถ้าหายใจสั้นก็เป็นคาบสั้น ถ้าหายใจยาวนับเป็นคาบยาว การกดนานเพียงใดย่อมขึ้นกับลักษณะของโรค และคนไข้ด้วย ควรกดนานพอควร ถ้ากดเวลาสั้นจะไม่ได้ผลในการรักษา การกดนานเกินไป นอกจากจะทำให้มือของหมอนวดล้าง่ายแล้วคนไข้อาจระบมได้เช่นกัน อย่างไรก็ดี มีหลักว่าจะต้องค่อย ๆ กดโดยเพิ่มแรงทีละน้อยแล้วคงอยู่ในลักษณะนั้นนานตามต้องการ จากนั้นจึงค่อย ๆ ปล่อย ไม่ใช่รีบปล่อยหรือยกมือโดยเร็วเพราะจะทำให้เกิดการระบมได้ด้วย 

การกำหนดจุดกดก่อน หลัง

หมอ แพทย์แผนไทย จะผ่านการเรียนรู้ และอบรม ฝึกปฎิบัติด้านศาสตร์แพทย์แผนไทยมาเป็นอย่างมาก จะทราบว่าโรคใดควรนวดจุดใดเป็นจุดแรกและจุดต่อ ๆ ไปควรนวดจุดใด ในการนี้จะต้องมีการศึกษาค้นคว้าให้ถ่องแท้ว่า การนวดที่ให้ผลดีที่สุดควรเป็นตำแหน่ง 1 2 3 4 5  หรือ  5 4 3 2 1 ฯลฯ ด้วยการกระทำเช่นนี้จะทำให้มีการพัฒนาการนวดให้ก้าวหน้ายิ่ง ๆ ขึ้นไป จนเป็นหมอที่ชำนาญเชี่ยวชาญในการการักษาโรค

การนวดซ้ำแต่ละคราว

หมอ แพทย์แผนไทย ผู้รักษาการนวดจะต้องทราบว่าควรนวดซ้ำอีกกี่รอบ เช่น 2 -3-4 หรือ 5 รอบ ซึ่งจะต้องอาศัยความชำนาญและการตรวจสอบอาการของโรคตลอดเวลาขณะรักษา หมอ แพทย์แผนไทย ที่นวดจนเกิดความชำนาญจะนวดรักษาไปพลางตรวจไปพลาง และวินิจฉัยโรคได้อย่างมีประสิทธิผล

ระยะความถี่ ห่างของการรักษาโดยการนวด

หมอ แพทย์แผนไทย  ผู้รักษาโดยการนวดจะต้องแนะนำให้คนไข้ทราบความถี่ในการรักษา เพราะบางโรคต้องนวดทุกวันในระยะแรก จากนั้นจึงเว้นไปนวดทุก ๆ 2-3 วัน เป็นต้น บางกรณีการนวดซ้ำทุกวันเป็นระยะเวลานาน อาจเป็นผลร้ายได้ เช่น เกิดการระบม การอักเสบของกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น และข้อ เป็นต้น   แต่บางกรณีการเว้นระยะการนวดนานเกินไป ผลดีที่คนไข้ควรจะได้รับก็จะไม่ติดต่อกัน ทำให้เสียผลในการรักษาได้ จึงควรได้รับคำแนะนำของแพทย์แผนไทย และปฎิบัติตามนั้น

ควรรับการนวดกี่ครั้งจึงจะหาย

หลังจากพิเคราะห์โรคได้อย่างถ่องแท้แล้วว่าคนไข้เป็นโรคอะไรมีอาการอย่างไรรุนแรงแค่ไหน หมอ แพทย์แผนไทย ผู้นวดที่ชำนาญจะบอกได้คร่าว ๆ ว่าควรนวดกี่ครั้ง และใช้เวลานานเท่าใดจึงจะหาย หรือทุเลามากน้อยเพียงใด เพื่อจะได้บอกให้คนไข้ทราบได้โดยประมาณ การจะกำหนดให้แน่นอนตายตัวว่าจะต้องหาย 100 เปอร์เซ็นต์ ในสามครั้ง ห้าครั้ง นับเป็นการผิดพลาดอย่างมาก เพราะการหายป่วยหรือไม่หายมีปัจจัยมากมายมากเกี่ยวข้องด้วยทั้งในฝ่ายคนไข้และฝ่ายหมอนวดเอง จึงต้องใช้ความร่วมมือจากผู้ป่วยเป็นสำคัญ
 
  • คำแนะนำสำหรับผู้ป่วยที่มารับการนวดแผนไทย
 
 
 
 

เทคนิคการนวดไทยขั้นสูง

 
 

คุณภาพการนวดแผนไทย 

มาตรฐานของผู้ให้บริการการนวดไทย

ผู้ให้บริการต้องเป็นแพทย์แผนไทยที่มีใบประกอบโรคศิลปะการแพทย์แผนไทยการนวด และมีหลักในการให้บริการต่าง ๆ ที่ถูกต้อง หากปฏิบัติด้วยความชำนาญจะเพิ่มประสิทธิผลการรักษา ดังนี้

เทคนิดการนวดแผนไทย

การแต่งรสมือ

หมายถึง การลงน้าหนักแต่ละรอบและจังหวะการลงน้าหนัก ซึ่งการลงน้ำหนักนิ้วมือที่กด มี 3 ระดับ คือ
  1. น้ำหนักเบา ประมาณ 50 % ของน้าหนักที่สามารถลงได้สูงสุด
  2. น้ำหนักปานกลาง ประมาณ 70 % ของน้าหนักที่สามารถลงได้สูงสุด
  3. น้าหนักมาก ประมาณ 90 % ของน้าหนักที่สามารถลงได้สูงสุด

การลงจังหวะนิ้วมือในการนวด

จังหวะในการลงน้าหนักแต่ละครั้ง มี 3 จังหวะ คือ
  • หน่วง เป็นการลงน้าหนักเบา เพื่อกระตุ้นให้กล้ามเนื้อรู้ตัว ไม่เกร็งรับการนวด
  • เน้น ลงน้าหนักเพิ่มขึ้นบนตำแหน่งที่ต้องการกด
  • นิ่ง ลงน้าหนักมาก และกดนิ่งไว้พร้อมกับกำหนดลมหายใจสั้นยาวตามต้องการ การลงน้าหนักเพิ่มขึ้นที่ละน้อย ทาให้กล้ามเนื้อสามารถปรับตัวรับน้าหนักได้ ทาให้ไม่เจ็บหรือเจ็บป่วยมากขึ้น การลงน้าหนักมากตั้งแต่เริ่มกด จะทาให้กล้ามเนื้อเกร็งรับทันที และอาจทาให้ตำแหน่งที่กดคลาดเคลื่อนไปและผู้ถูกนวดจะเจ็บมากหรือระบมได้เช่นกัน
หมอนวดที่ได้รับการฝึกมาอย่างดี โดยการฝึกท่า ยกกระดาน หรือ ฝึกกำลังนิ้วให้แข็งแรง จะมีกำลังนิ้วที่สามารถกด นวดได้แม่นยำใน ตำแหน่งที่กด ถูกทิศทางตามที่ต้องการ

การกำหนดลมหายใจ

ผู้นวดจะต้องฝึกหายใจเข้าออกให้สัมพันธ์กับการลงน้ำหนัก โดยทั่วไปการลงน้ำหนักควรกดลงไปขณะผู้ที่ถูกนวดหายใจออก ซึ่งเป็นขณะที่ร่างกายผ่อนคลาย
  • คาบน้อย คือ หายใจเข้าออกปกติ 1 ครั้ง เป็นการสูดลมหายใจประมาณ 10 วินาที ส่วนใหญ่ใช้กับการนวดพื้นฐานต่าง ๆ
  • คาบใหญ่ คือ การหายใจเข้าลึก หายใจออกยาว 1 ครั้ง เป็นการสูดลมหายใจประมาณ 15-20 วินาที ส่วนใหญ่ใช้กับการนวดรักษาโรค และการเปิดประตูลม แต่การเปิดประตูลมมักจะใช้คาบใหญ่ 3 ครั้ง หรือ 45 วินาที โดยประมาณ

ระยะเวลาการนวด

การนวดนานเพียงใดขึ้นกับลักษณะของโรค ระยะเวลาที่เป็น และลักษณะของผู้ถูกนวด การกดโดยใช้ระยะเวลาสั้นเกินไปอาจทำให้การรักษาจะไม่ได้ผล การกดนานเกินไปอาจทำให้มือผู้นวด และตำแหน่งที่ถูกนวดระบมได้

การกำหนดองศามาตราส่วน

องศามาตราส่วน หรือท่านวดและการวางมือ เป็นการวางท่านวดของผู้นวดให้เหมาะสมกับผู้ถูกนวดและตำแหน่งที่นวด เพื่อให้ใช้แรงที่กดนั้นลงตามจุดและมีน้าหนักเพียงพอที่จะรักษาโรค ซึ่งการวางมือ การวางเท้า การนั่งของผู้นวดต้องเหมาะสมกับมือที่กดลงบนผู้ป่วย เรียกได้ว่าเป็นสัดส่วนองศาและทิศทางในการนวด โดยทั่วไปแล้วขณะที่นวดแขนจะเหยียดตรง เพื่อลงน้าหนักตามแขนลงไปสู่นิ้วที่นวด หากมีการงอแขนอาจทาให้น้าหนักลงไม่ตรงจุดแม้จะใช้น้ำหนักมากและทำให้การรักษาได้ผลน้อยหรือไม่ได้ผลเลย ซึ่งในการนวดแบบราชสำนักได้ให้แนวทางการนวดว่า “แขนตึง หน้าตรง องศาได้”

นอกจากนี้ การนวดแผนไทยที่จะทำการรักษาได้ผลดี จะต้องคำนึงสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้อันเป็นองค์ประกอบสำคัญเช่นกัน
 


cr: สถาบันการแพทย์แผนไทย กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข, 2547

เทคนิคการนวดแผนไทยคุณภาพ